เหตุผลสำคัญที่สายอาชีพ จป. ต้องพัฒนาความรู้สำหรับการอบรม จป. อย่างต่อเนื่อง
อบรม จป. คือรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างหลักประกันความปลอดภัยในทุกสถานประกอบกิจการทั่วประเทศ อาชีพเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) เป็นมากกว่าแค่ตำแหน่งตามกฎหมาย แต่เป็นด่านหน้าในการปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและชื่อเสียงขององค์กร เพราะอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บทบาทของ จป. จึงทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น การพัฒนาความรู้และทักษะผ่านการอบรม จป. อย่างเข้มข้นในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จป. หัวหน้างาน, จป. บริหาร, หรือจป. เทคนิค จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถในการประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกันและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึงความปลอดภัยอย่างยั่งยืน บทความนี้จะเจาะลึกถึงความสำคัญของสายงาน จป. และแนวทางการพัฒนาที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านความปลอดภัยในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน
การอบรม จป. ตามระดับที่กฎหมายกำหนด
กฎกระทรวงฯ ได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มี จป. ระดับต่างๆ ซึ่งหลายระดับต้องผ่านการอบรมจากสถาบันที่ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง
ประเภทของ จป. ที่ต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรเฉพาะ ได้แก่
| ระดับ จป. | คุณสมบัติผู้เข้ารับการอบรม | ระยะเวลาอบรม (ตามกฎหมายใหม่) | เนื้อหาวิชา |
| จป. หัวหน้างาน | หัวหน้างานทุกคนในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตามเกณฑ์กำหนด | 2 วัน (12 ชั่วโมง) | ครบ 4 หมวดวิชา |
| จป. บริหาร | นายจ้าง หรือ ผู้จัดการ/ผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับมอบหมาย | 2 วัน (12 ชั่วโมง) | ครบ 3 หมวดวิชา |
| จป. เทคนิค | บุคคลที่ได้รับมอบหมายตามเกณฑ์ (สามารถเป็นได้โดยผ่านการอบรมนี้โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาเฉพาะทาง) | 5 วัน (30 ชั่วโมง) | ครบ 6 หมวดวิชา |
| จป. เทคนิคขั้นสูง | บุคคลที่ได้รับมอบหมายในสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง หรือ มีวุฒิ ปวส. | - | - |
| จป. วิชาชีพ | ผู้ที่จบปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยฯ (ไม่สามารถอบรมได้ ต้องจบการศึกษา 4 ปีจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นทะเบียนกับ กสร.) | - | - |
ทำไม? ต้องมีการพัฒนาความรู้ในการอบรม จป. เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
การเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ไม่ใช่เพียงการผ่านหลักสูตรอบรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่กฎหมายได้กำหนดให้ จป.ระดับเทคนิคขึ้นไปต้องได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้
- เพื่อตามทันความเสี่ยงใหม่ๆ ในที่ทำงาน เช่น การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation), สารเคมีใหม่, การทำงานในพื้นที่อับอากาศหรือการใช้พลังงานทางเลือก ล้วนมีความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปจากอดีต จป. ต้องเข้าใจเทคโนโลยีใหม่และแนวทางควบคุมอันตรายที่เหมาะสม
- เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ กฎกระทรวงได้กำหนดชัดว่า นายจ้างต้องจัดให้ จป.ได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างต่อเนื่อง โดยการอบรม จป. ไม่น้อยกว่าจำนวนชั่วโมงที่กำหนดต่อปี (ในบางระดับกำหนดขั้นต่ำปีละ 12 ชั่วโมง)
- เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่มั่นคง การอบรมซ้ำและการต่อยอดทักษะช่วยให้จป.รักษาความเป็นมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับขององค์กร
- เพื่อเสริมทักษะ Soft Skills ที่จำเป็น เช่น การสื่อสารกับผู้บริหาร การโน้มน้าวพนักงาน การวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุ ซึ่งทักษะเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรอบรมพื้นฐาน แต่จำเป็นมากในภาคปฏิบัติ
แนวทางการพัฒนาบุคลากรสายงาน จป. สำหรับผู้ที่ผ่านการอบรม จป.
- การอบรมพื้นฐานตามกฎหมาย : จัดให้ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง จป. หัวหน้างาน, จป. บริหาร, และจป. เทคนิค เข้ารับการอบรมหลักสูตรเบื้องต้น ที่กำหนดโดยกฎหมายจากหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ได้วุฒิบัตรสำหรับขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยจป. เทคนิคและ จป. วิชาชีพ ต้องเข้ารับการอบรม จป. พัฒนาความรู้ อย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อปี
- การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง : ส่งเสริมการอบรมเพิ่มเติมในหัวข้อเฉพาะทาง เช่น การประเมินความเสี่ยงเชิงลึก, ความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง, การจัดการสารเคมีอันตราย, การสอบสวนอุบัติเหตุที่ซับซ้อนหรือระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่เกี่ยวข้อง
- การพัฒนาทักษะทางสังคมและผู้นำ : จัดฝึกอบรมทักษะการสื่อสาร, การเป็นผู้นำด้านความปลอดภัย, การจูงใจพนักงานและทักษะการเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรม จป. สามารถสื่อสารและผลักดันวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การใช้เทคโนโลยีและทักษะดิจิตอล : อบรมทักษะการใช้โปรแกรมหรือแอพพลิเคชันเพื่อช่วยในการบริหารจัดการความปลอดภัย, การจัดเก็บข้อมูลอุบัติเหตุ, การวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มอันตรายและการทำรายงาน
ขั้นตอนปฏิบัติในการพัฒนาบุคลากรที่ผ่านการอบรม จป.
- ประเมินสถานะปัจจุบัน
- ตรวจสอบจำนวนและระดับจป.ที่กฎหมายกำหนด vs ที่มีจริง
- รวบรวมข้อมูลทักษะ/ประสบการณ์ของบุคคลที่จะเป็น จป.
- ทำ risk profile ของแต่ละแผนกเพื่อกำหนดลำดับความสำคัญ
- ตั้งกรอบพัฒนาทักษะ
- กำหนดทักษะพื้นฐานที่ต้องมีสำหรับแต่ละระดับ เช่น การประเมินความเสี่ยง, การตรวจสอบ, การจัดการเหตุฉุกเฉิน, การสื่อสารความปลอดภัย
- ผูกการอบรม จป. ภายนอก (หลักสูตรตามประกาศ) เข้ากับการฝึกภายใน
- แผนการอบรมแบบผสม
- อบรมตามประกาศ (หลักสูตรมาตรฐานที่ผ่านการรับรอง) + การเรียนรู้ภายใน (workshop, simulation, case study)
- ใช้ e-learning และ micro-learning สำหรับเนื้อหาทบทวน เช่น การสื่อสารความเสี่ยงหรือขั้นตอนการปฐมพยาบาล
- โครงการพี่เลี้ยงและฝึกจริง
- จับคู่ จป.หน้าใหม่กับ จป.มีประสบการณ์
- ให้โอกาสรับผิดชอบโครงการความปลอดภัยขนาดเล็ก เช่น การทำ Job Safety Analysis (JSA) หรือการทำ Mock Drill
- ติดตามและประเมินผล
- KPI ตัวอย่าง : จำนวนการตรวจความปลอดภัยที่ดำเนินการ, จำนวนข้อบกพร่องที่ปิดภายในเวลา, ชั่วโมงอบรม จป.ต่อปีต่อคน, อัตราการเกิดอุบัติเหตุ (LTIFR)
- ประเมินด้วยการสังเกตเชิงพฤติกรรม (Behavioral Safety Observation) และการสอบทักษะเชิงเทคนิค
- ระบบติดตามเอกสารและการรับรอง
- ใช้ระบบติดตามการอบรม (LMS) สำหรับบันทึกใบรับรองการพัฒนา (CPD) และการแจ้งเตือนต่ออายุ/อบรมเพิ่มเติมตามกฎหมาย
- เก็บเอกสารผลการอบรม จป.ตามแบบที่หน่วยงานกำกับต้องการ เช่น แบบรายงานผลการฝึกอบรม
- วางแผนสืบทอดตำแหน่ง
- ระบุบุคคลสำคัญที่จะเป็นตัวแทนเมื่อมีการขาดแคลนหรือเปลี่ยนตำแหน่ง
- ลงทุนในเส้นทางอาชีพ (career path) และให้รางวัลผู้ที่ผ่านการรับรองสูงขึ้น
- ผสานงานกับผู้บริหาร
- ให้ผู้บริหารมีส่วนร่วมในการประชุมเกี่ยวกับความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
- ผูกผลการทำงานของ จป. เข้ากับผลการดำเนินงานขององค์กร เช่น งบประมาณความปลอดภัย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- https://www.bsa.or.th/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2/MO-JORPOR-2565.html
- https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/039/T_0009.PDF
- https://km.fti.or.th/docs
- https://buriram.labour.go.th
การอบรม จป. เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในระยะยาวขององค์กร เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เพียงต้นทุน แต่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนประสิทธิภาพและความยั่งยืนทางธุรกิจ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับ ตั้งแต่หัวหน้างานไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปราศจากอันตราย การพัฒนา จป. ให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี กฎหมายที่เปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นภารกิจที่ไม่สามารถละเลยได้
การดำเนินการตามแนวทางพัฒนาที่ครอบคลุม ทั้งการฝึกอบรม จป.พื้นฐาน การเสริมทักษะเฉพาะทางและการพัฒนาความเป็นผู้นำ จะช่วยยกระดับบุคลากรสายงานนี้ให้เป็นสายอาชีพที่องค์กรขาดไม่ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุ การเพิ่มขวัญกำลังใจของพนักงาน และการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
หากองค์กรของคุณต้องการพัฒนาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ให้มีความรู้และทักษะที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการอย่างยั่งยืน บริษัท บี เซฟ เทรนนิ่ง จำกัด คือพันธมิตรด้านความปลอดภัยที่คุณวางใจได้ บริษัทฯ ให้บริการอบรม จป. ทุกระดับ ครบวงจร ทั้ง จป.หัวหน้างาน, จป.บริหาร, จป.เทคนิค, จป.เทคนิคขั้นสูงและจป.วิชาชีพ โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
หากคุณกำลังมองหาหลักสูตร อบรมความปลอดภัย ครบ จบ ในที่เดียว
ติดต่อทีมงานมืออาชีพ อบรม จป.
เพื่อรับคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการของคุณวันนี้



