91 จำนวนผู้เข้าชม |
อุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จำกัดมักนำไปสู่ความสูญเสียร้ายแรงทางธุรกิจและชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน โครงสร้างกฎหมายควบคุมความปลอดภัยในการทำงานจึงมีการกำหนดบังคับอย่างเข้มงวดให้สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีการอบรมที่อับอากาศแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคนก่อนเริ่มปฏิบัติงานจริงหน้างาน
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ) หลายท่านอาจยังมีข้อสงสัยเชิงลึกว่าข้อบังคับทางกฎหมายมีขอบเขตครอบคลุมบุคคลใดบ้าง แบ่งออกเป็นกี่ลักษณะบทบาท และหากละเลยการปฏิบัติตามจะส่งผลกระทบต่อสถานประกอบกิจการอย่างไร บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกทุกประเด็นสำคัญเพื่อให้องค์กรของท่านสามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องตามมาตรฐานสากล
ตามบทบัญญัติทางกฎหมาย พื้นที่อับอากาศ (Confined Space) หมายถึง พื้นที่ที่มีทางเข้าออกจำกัด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการสะสมของสารเคมีอันตราย ก๊าซพิษ ก๊าซไวไฟ หรือมีปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศต่ำกว่า 19.5% หรือสูงกว่า 23.5% ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้บุคลากรเข้าไปปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทางกายภาพเหล่านี้สามารถส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานหมดสติหรือเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหากปราศจากมาตรการป้องกันที่รัดกุม
ลักษณะของพื้นที่อับอากาศที่พบได้บ่อยในภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง ได้แก่ :
ตามประกาศกระทรวงแรงงาน นายจ้างไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศ เว้นแต่จะได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยในการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง กฎหมายบังคับให้สถานประกอบกิจการต้องแต่งตั้งและมอบหมายหน้าที่อย่างเป็นสัดส่วนใน 4 บทบาทหลัก ซึ่งต้องประสานงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและไม่สามารถขาดตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ :
บุคคลที่มีอำนาจและหน้าที่ในการประเมินระดับความปลอดภัยของพื้นที่ สภาพแวดล้อม และระบบระบายอากาศ เพื่อพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตเข้าทำงาน (Work Permit) กำหนดมาตรการป้องกันอันตรายล่วงหน้า ตลอดจนมีอำนาจสั่งระงับการปฏิบัติงานทันทีหากพบปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลขั้นตอนการปฏิบัติงานของทีมงานในพื้นที่อับอากาศทั้งหมด ตรวจสอบว่าได้มีการดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างครบถ้วนตามเงื่อนไขในใบอนุญาต และทำหน้าที่สั่งอพยพผู้ปฏิบัติงานออกสู่พื้นที่ปลอดภัยทันทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ผู้ทำหน้าที่เฝ้าระวังอยู่บริเวณภายนอกทางเข้าออกพื้นที่อับอากาศตลอดเวลา โดยห้ามละทิ้งหน้าที่และห้ามลงไปในพื้นที่อับอากาศอย่างเด็ดขาด มีหน้าที่รักษาการสื่อสารและสังเกตอาการของผู้ปฏิบัติงานด้านใน พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือน แจ้งเหตุ และใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้นเพื่อประสานงานช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน
บุคลากรที่ได้รับมอบหมายให้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศโดยตรง ซึ่งต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย มีทักษะการประเมินอันตราย ความเข้าใจในวิธีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) เครื่องตรวจวัดก๊าซ และอุปกรณ์กู้ภัยอย่างชำนาญ พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำสั่งของทีมงานผู้เฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด
บทบาทตามกฎหมาย | พื้นที่ประจำการปฏิบัติงาน | ขอบเขตความรับผิดชอบหลัก | อำนาจสูงสุดในหน้าที่ |
|---|---|---|---|
1. ผู้อนุญาต | ภายนอกพื้นที่อับอากาศ | ประเมินอันตรายหน้างาน, ตรวจวัดก๊าซ และอนุมัติใบอนุญาต (Work Permit) | อนุมัติการเปิดงาน / สั่งระงับงานทันที |
2. ผู้ควบคุม | หน้าทางเข้าออกพื้นที่ | ควบคุมขั้นตอนการทำงานตามแผน, ตรวจสอบอุปกรณ์ PPE และระบบกู้ชีพ | สั่งอพยพทีมงานและระงับการทำงานเมื่อมีภัย |
3. ผู้ช่วย | ภายนอกทางเข้าออก (ถาวร) | เฝ้าระวัง, สังเกตอาการ, สื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานด้านใน, แจ้งเหตุฉุกเฉิน | สั่งถอนกำลัง / ห้ามลงไปในที่เกิดเหตุเอง |
4. ผู้ปฏิบัติงานฯ | ภายในพื้นที่อับอากาศ | ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างระมัดระวังและปลอดภัย | ตัดสินใจอพยพออกทันทีเมื่อส่งสัญญาณเตือน |
ความพยายามในการลดต้นทุนของสถานประกอบกิจการด้วยการจัดหาหลักสูตรราคาต่ำจากผู้ให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการหลีกเลี่ยงไม่จัดส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรม ถือเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างร้ายแรง หากนายจ้างปล่อยปละละเลยให้ลูกจ้างที่ไม่มีวุฒิบัตรรับรองเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย จะมีบทลงโทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกเหนือจากโทษปรับทางกฎหมายแล้ว ความเสียหายเชิงธุรกิจที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพขององค์กรอย่างมหาศาล ดังนี้ :
เพื่อป้องกันความผิดพลาดทางกฎหมายและการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ การคัดเลือกสถาบันฝึกอบรมไม่ควรอ้างอิงเกณฑ์ราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสถาบันที่ขาดมาตรฐานมักไม่มีอุปกรณ์จำลองสถานการณ์จริง ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับเฉพาะความรู้เชิงทฤษฎีในห้องเรียน แต่ขาดทักษะปฏิบัติจริงในสถานการณ์วิกฤต การพิจารณาเลือกผู้ให้บริการฝึกอบรมระดับมืออาชีพอย่าง บี เซฟ เทรนนิ่ง (BE SAFE TRAINING) จะช่วยให้มั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัย 3 ด้านหลัก ดังนี้ :
เพื่อยืนยันว่าวุฒิบัตรและหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรมที่ได้รับมีความถูกต้องตามกฎหมาย 100% สามารถใช้ยื่นตรวจสอบต่อเจ้าพนักงานตรวจความปลอดภัยได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดทางกฎหมายย้อนหลัง (เลขทะเบียนสถาบัน 13-67-098)
สถาบันฝึกอบรมระดับมาตรฐานสากลต้องเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์จำลองสถานการณ์จริงที่มีการตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์อย่างสม่ำเสมอ อาทิ เครื่องตรวจวัดปริมาณก๊าซที่มีใบรับรองการปรับเทียบ (Calibration Certificate) รอกสามขาช่วยชีวิต (Tripod) สายรัดตัวนิรภัยแบบเต็มตัว (Full Body Harness) ตลอดจนอุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดถังติดตัว (SCBA)
ผู้ถ่ายทอดความรู้ต้องมีประสบการณ์ตรงในงานกู้ภัยเชิงลึกและการปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถประยุกต์ใช้ทักษะการเผชิญเหตุ การตัดสินใจเฉพาะหน้า และวิธีเอาตัวรอดได้อย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล
A: ตามมาตรฐานที่กระทรวงแรงงานกำหนด หลักสูตรความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศสัญญากลไกแบบบูรณาการสำหรับ ผู้อนุญาต ผู้ควบคุม ผู้ช่วย และผู้ปฏิบัติงาน (อับอากาศ 4 ผู้) จะต้องใช้ระยะเวลาในการจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติปฏิบัติการรวมทั้งสิ้น 24 ชั่วโมงเต็ม เพื่อลงลึกทักษะการกู้ภัยหน้างาน
A: ตามข้อกำหนดกฎหมายปัจจุบัน ลูกจ้างที่ผ่านการอบรมต้องได้รับการอบรมทบทวนความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศทุก 5 ปี โดยกำหนดให้อบรมให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันก่อนที่วุฒิบัติครบ 5 ปี
A: หากลูกจ้างมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานสลับกันในแต่ละสัปดาห์ (เช่น บางวันทำหน้าที่ผู้ควบคุมงาน บางวันสลับมาทำหน้าที่ผู้ช่วย) กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างท่านนั้นต้องผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตร "ผู้อนุญาต ผู้ควบคุม ผู้ช่วย และผู้ปฏิบัติงาน (อับอากาศ 4 ผู้)" ครบถ้วน เพื่อให้สอดประสานทักษะความรู้ได้อย่างรอบด้านและถูกต้องตามหลักกฎหมายแรงงาน
A: ฝ่ายวิศวกรรมและผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของเครื่องตรวจวัดก๊าซคอมพิวเตอร์ (Multi-Gas Detector), ชุดสายรัดตัวนิรภัยเต็มตัวร่วมกับสายช่วยชีวิต (Full Body Harness & Lifeline), หน้ากากหรือถังช่วยหายใจฉุกเฉิน, อุปกรณ์ส่องสว่างชนิดป้องกันการระเบิด (Explosion-Proof Flashlight) และระบบการสื่อสารภายในหน้างานให้พร้อมใช้งาน 100%
การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสอดคล้องตามกรอบของกฎหมายแรงงานเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนของธุรกิจ การเลือกพันธมิตรผู้ฝึกอบรมที่มีมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001:2015 (รับรองโดย IGC INTER GLOBALIZATION) และมีความพร้อมทางด้านสถานที่และอุปกรณ์จึงเป็นปัจจัยวิกฤตที่ฝ่ายบริหารไม่ควรมองข้าม
หากองค์กรของท่านต้องการยกระดับทักษะบุคลากร ดำเนินงานถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย และได้รับวุฒิบัตรรับรองทันทีหลังผ่านการประเมินผล ท่านสามารถติดต่อประสานงานเพื่อขอรับใบเสนอราคาพิเศษของหลักสูตร "การทำงานในที่อับอากาศ - อับอากาศ 4 ผู้ (24 ชั่วโมง)" ซึ่งเป็นบริการหลักสูตรที่รับจัดเฉพาะรูปแบบ In-house Training (จัดอบรมภายในสถานประกอบการของลูกค้า) เพื่อออกแบบโครงสร้างและจำลองการกู้ภัยจากถังหรือบ่อพักจริงในโรงงานของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศอย่างเป็นมืออาชีพภายใต้ปณิธาน "เรียนรู้เพื่อความปลอดภัย"
หากคุณกำลังมองหาหลักสูตร อบรมความปลอดภัย ครบ จบ ในที่เดียว
ติดต่อทีมงานมืออาชีพ
เพื่อรับคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการของคุณวันนี้